• โทร : 02-232-1789
  • sgfinfo@sgfcap.com

รายละเอียดความเป็นมา

บริษัท สยามเจเนอรัลแฟคตอริ่ง จำกัด (มหาชน) ประกอบธุรกิจหลักประเภทให้บริการเงินทุนหมุนเวียนระยะสั้นในรูปแบบการซื้อลดหนี้ที่ได้โอนสิทธิแล้ว และเป็นหนี้การค้าปกติ (แฟคตอริ่ง) เริ่มประกอบธุรกิจรับซื้อสิทธิเรียกร้อง (แฟคตอริ่ง)เป็นแห่งแรกในประเทศไทย เมื่อวันที่ 7 สิงหาคม 2528

ปี 2540 บริษัทฯเพิ่มบริการเสริมในการจัดหาหนังสือค้ำประกัน เพื่อสนับสนุนลูกค้าที่ประมูลงานราชการ
ปี 2542 บริษัทได้เพิ่มบริการเสริมสภาพคล่องทางธุรกิจให้กับลูกค้าดังนี้
- บริการวงเงินหมุนเวียนล่วงหน้า
- บริการจัดหา L/C และรับซื้อ L/C
- บริการหนังสือรับรองการสนับสนุนวงเงิน
ปี 2543 บริษัทมีการปรับโครงสร้างหนี้ และเจ้าหนี้แปลงหนี้เป็นทุนจำนวน 11.55 ล้านเหรียญสหรัฐ หรือเท่ากับ 452 ล้านบาท ทำให้เจ้าหนี้ทั้ง 9 รายของบริษัทถือหุ้นรวมกันเป็นสัดส่วนร้อยละ 68.89
ปี 2546 บริษัทมีการเปลี่ยนแปลงโครงสร้างผู้ถือหุ้นใหญ่จากเจ้าหนี้ 9 รายเป็นบริษัท เปาโล เมดิค จำกัด โดยมีนโยบายเพิ่มการให้บริการด้านลิสซิ่ง
ปี 2548 บริษัทได้รับอนุญาตจากธนาคารแห่งประเทศไทย และเปิดให้บริการสินเชื่อบุคคล
ปี 2558 บริษัทได้รับอนุญาตจากธนาคารแห่งประเทศไทยในการให้บริการสินเชื่อนาโนไฟแนนซ์ และเปิดให้บริการในปี 2559
ปี 2560 บริษัทเริ่มให้บริการสินเชื่อเช่าซื้อรายย่อย สินเชื่อจำนำทะเบียนรถ และอื่น ๆ

โครงสร้างการถือหุ้น

ผู้ถือหุ้นรายใหญ่ จำนวนหุ้น ร้อยละ
นาย วิวัฒน์ วิฑูรย์เธียร 850,633,000 6.49%
นาย ชวลิต เศรษฐเมธีกุล 800,000,000 6.11%
นาย กัมพล ตติยกวี 800,000,000 6.11%
นาย พิสุทธิ์ เดชะไกศยะ 600,200,000 4.58%
น.ส. กนกวรรณ เล็กวิจิตร 599,324,000 4.57%
นาย สมพงษ์ ชลคดีดำรงกุล 429,000,000 3.27%
นาย ไชยกร บุญลพาภัทร์ 400,000,000 3.05%
น.ส. วิอร ทองแตง 369,453,000 2.82%
นาย อติคุณ ทองแตง 369,453,000 2.82%
นาย อิทธิ ทองแตง 369,453,000 2.82%
นาย อัฐ ทองแตง 369,453,000 2.82%
นาย พงศ์ศักดิ์ สุทธิศรีปก 299,380,000 2.29%
นาย ประยุทธ หอสว่างวงศ์ 292,545,000 2.23%
นาง รัชนีกร จินตกานนท์ 291,650,000 2.23%
บริษัท พี-เอ ตราด จำกัด 290,000,000 2.21%
นาย สันติ เสร็จสวัสดิ์ 249,957,398 1.91%
นาย ภากร มกรานนท์ 220,239,419 1.68%
นาย อำนาจ วงศ์สุวรรณ 201,780,000 1.54%
นาย สุพร ปัญญาสาคร 180,000,000 1.37%
นาย ศึกษิต เพชรอำไพ 100,000,000 0.76%
นาง นุชนารถ รัตนสุวรรณชาติ 80,000,000 0.61%
นาย อรรณพ ลิ้มประเสริฐ 80,000,000 0.61%
นาย ชูชาติ เพ็ชรอำไพ 80,000,000 0.61%
นาง วรพรรณ จึงทรัพย์ไพศาล 80,000,000 0.61%
บริษัท ศูนย์รับฝากหลักทรัพย์ (ประเทศไทย) จำกัด เพื่อผู้ฝาก 74,569,180 0.57%
นาย ปิยพันธ์ วงศ์ยะรา 73,828,000 0.56%
นาย คมกร ปิยเจษฎากุล 70,000,000 0.53%

คณะกรรมการบริษัท

นายวิจิตร สุพินิจ
ประธานกรรมการ
นายวิเศษ ภานุทัต
รองประธานกรรมการ
นายชวลิต สาลีผล
ประธานกรรมการบริหาร
นายวิวัฒน์ วิฑูรย์เธียร
ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร
นายพิพัฒน์ อินทร์พงษ์พันธุ์
กรรมการตรวจสอบ / กรรมการอิสระ
นายพินิจ วุฒิพันธุ์
ประธานกรรมการตรวจสอบ / กรรมการอิสระ
นางศุภณัฐ พงษ์เสริม
กรรมการตรวจสอบ / กรรมการอิสระ
นางรัชนีกร จินตกานนท์
กรรมการ
นายยรรยง ศิริพันธ์
กรรมการอิสระ

ชื่อ ตำแหน่ง วันที่ดำรงตำแหน่ง
1 นายวิจิตร สุพินิจ ประธานกรรมการ 14 กุมภาพันธ์ 2560
2 นายวิเศษ ภานุทัต รองประธานกรรมการ 27 พฤษภาคม 2553
3 นายชวลิต สาลีผล ประธานกรรมการบริหาร 19 มกราคม 2554
4 นายวิวัฒน์ วิฑูรย์เธียร ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร 14 กุมภาพันธ์ 2560
5 นางรัชนีกร จินตกานนท์ กรรมการ 3 สิงหาคม 2558
6 นายพินิจ วุฒิพันธุ์ ประธานกรรมการตรวจสอบ / กรรมการอิสระ 19 มกราคม 2554
7 นางศุภณัฐ พงษ์เสริม กรรมการตรวจสอบ / กรรมการอิสระ 27 พฤษภาคม 2553
8 นายพิพัฒน์ อินทร์พงษ์พันธุ์ กรรมการตรวจสอบ / กรรมการอิสระ 19 มกราคม 2554
9 นายยรรยง ศิริพันธ์ กรรมการอิสระ 9 พฤษภาคม 2559

คณะผู้บริหาร

ชื่อ ตำแหน่ง
1 นายชวลิต สาลีผล ประธานกรรมการบริหาร
2 นายวิเศษ ภานุทัต รองประธานกรรมการบริหาร
3 นางรัชนีกร จินตกานนท์ กรรมการ
4 นายวิวัฒน์ วิฑูรย์เธียร กรรมการ
นส.อภิญญา บริเวชชานนท์ เลขานุการบริษัทเป็นเลขานุการที่ประชุม

โครงสร้างองค์กร

นโยบายการกำกับดูแลกิจการ

คณะกรรมการบริษัทได้ให้ความสำคัญต่อการปฏิบัติตามหลักการกำกับดูแลกิจการที่ดี โดยได้ตระหนักถึงบทบาท และหน้าที่ความรับผิดชอบของคณะกรรมการในการสร้างเสริมให้เกิดการกำกับดูแลกิจการที่ดี เพื่อเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันของกิจการ และความเชื่อมั่นให้แก่ผู้ถือหุ้น ผู้ลงทุน และผู้ที่เกี่ยวข้องทุกฝ่าย ด้วยการบริหารงานอย่างมีประสิทธิภาพและโปร่งใส โดยในปี 2559 คณะกรรมการบริษัทได้มอบนโยบายให้มีการประเมินผลการปฏิบัติตามจริยธรรมธุรกิจ เพื่อนำมาปรับปรุงกระบวนการทำงานของพนักงานให้ดียิ่งขึ้น สำหรับนโยบายในแต่ละหมวดมีดังนี้


สิทธิของผู้ถือหุ้น

บริษัทคำนึงถึงสิทธิของผู้ถือหุ้นทุกกลุ่ม โดยเฉพาะอย่างยิ่งผู้ถือหุ้นส่วนน้อย ผู้ถือหุ้นที่เป็นชาวต่างชาติและนักลงทุนสถาบัน โดยไม่จำกัดเฉพาะสิทธิที่กฎหมายกำหนดเท่านั้น แต่รวมถึงการส่งเสริมและสนับสนุนให้ผู้ถือหุ้นทุกกลุ่มมีส่วนร่วมในการประชุมผู้ถือหุ้น
   คณะกรรมการมีการส่งเสริมให้ผู้ถือหุ้นใช้สิทธิของตน มีสิทธิในการตัดสินใจเกี่ยวกับการเปลี่ยนแปลงที่สำคัญ โดยการให้ผู้ถือหุ้นได้รับข่าวสารข้อมูลของบริษัทอย่างเพียงพอ การเข้าร่วมประชุมเพื่อใช้สิทธิออกเสียงในที่ประชุมผู้ถือหุ้นเพื่อแต่งตั้งกรรมการ กำหนดค่าตอบแทนกรรมการ แต่งตั้งผู้สอบบัญชี และกำหนดจำนวนเงินค่าสอบบัญชี รวมถึงการใช้สิทธิลงคะแนนในเรื่องสำคัญของบริษัท เป็นต้น
   ก่อนการประชุม :คณะกรรมการได้เปิดโอกาสให้ผู้ถือหุ้นเสนอคำถามได้เป็นการล่วงหน้า โดยบริษัทได้เผยแพร่หลักเกณฑ์บนเว็บไซด์ของบริษัท ในการจัดประชุมสามัญผู้ถือหุ้น บริษัทได้กำหนดวันประชุมที่ไม่ใช่วันหยุดต่อเนื่อง และกำหนดเวลาประชุมไม่เช้าจนเกินไป และกำหนดสถานที่ประชุมในบริเวณที่มีการคมนาคมสะดวก และมีสถานที่จอดรถเพียงพอพร้อมแนบแผนที่สถานที่ประชุมและการเดินทางให้แก่ผู้ถือหุ้น ในปี 2559 บริษัทมีการประชุมผู้ถือหุ้นจำนวน 2 ครั้งคือการประชุมสามัญประจำปี 1 ครั้งและการประชุมวิสามัญผู้ถือหุ้น 1 ครั้ง โดยได้จัดทำหนังสือเชิญประชุมพร้อมรายละเอียดของแต่ละวาระการประชุมทั้งภาษาไทย และภาษาอังกฤษ เพื่อประโยชน์ของผู้ถือหุ้นที่เป็นชาวต่างประเทศ อีกทั้งยังได้เผยแพร่บนเว็บไซด์ของบริษัทเป็นการล่วงหน้า 1 เดือนก่อนวันประชุม และส่งหนังสือเชิญประชุมให้บริษัท ศูนย์รับฝากหลักทรัพย์ (ประเทศไทย) จำกัด ซึ่งเป็นนายทะเบียนหุ้นของบริษัทเป็นผู้จัดส่งให้กับผู้ถือหุ้นล่วงหน้า 14 วันก่อนวันประชุม เพื่อให้ผู้ถือหุ้นมีเวลาพิจารณารายละเอียดของแต่ละวาระ นอกจากนี้ บริษัทได้จัดเตรียมอากรแสตมป์ไว้ให้บริการแก่ผู้ถือหุ้นที่มอบฉันทะให้บุคคลอื่นเข้าประชุมแทนโดยไม่คิดค่าใช้จ่าย ตลอดจนมีแบบมอบฉันทะทั้ง 3 รูปแบบตามที่กฎหมายกำหนดให้
   ระหว่างการประชุม : บริษัทอำนวยความสะดวกให้กับผู้ถือหุ้นที่เข้าร่วมประชุม โดยจัดเจ้าหน้าที่คอยดูแลต้อนรับ จัดให้มีของว่างสำหรับผู้ถือหุ้น และอำนวยความสะดวกให้แก่ผู้ถือหุ้นในกรณีที่มีข้อสงสัยต้องการซักถามกรรมการในระหว่างการประชุม คณะกรรมการได้ให้ความสำคัญในการเข้าร่วมประชุมผู้ถือหุ้นทุกครั้งเพื่อตอบข้อซักถามและรับฟังข้อเสนอแนะจากผู้ถือหุ้น ในปี 2559 บริษัทมีการประชุมผู้ถือหุ้นจำนวน 2 ครั้ง โดยมีกรรมการเข้าร่วมประชุมครบถ้วนทุกครั้ง การประชุมดำเนินไปตามลำดับระเบียบวาระการประชุมที่กำหนดไว้ในหนังสือเชิญประชุม ซึ่งได้แจ้งผ่านเว็บไซด์ของบริษัทให้ผู้ถือหุ้นทราบล่วงหน้า 1 เดือน และเปิดโอกาสให้ผู้ถือหุ้นได้แสดงความคิดเห็น และซักถามเรื่องต่างๆ ในแต่ละวาระโดยตรงอย่างเต็มที่ ก่อนเริ่มการประชุม เลขานุการบริษัทได้ชี้แจงให้ผู้ถือหุ้นทราบวิธีการลงคะแนนเสียงและสิทธิของผู้ถือหุ้นอย่างชัดเจน โดยระหว่างการประชุม มีการแสดงผลการลงคะแนนเสียงของผู้ถือหุ้นในทุก ๆ วาระด้วย
   ภายหลังการประชุม : บริษัทได้เปิดเผยมติที่ประชุมผู้ถือหุ้นในแต่ละวาระบนเว็บไซด์ของตลาดหลักทรัพย์ภายในวันทำการถัดไปนับจากวันประชุมผู้ถือหุ้น เพื่อให้ผู้ถือหุ้นทราบและสามารถตรวจสอบผลการลงมติได้อย่างรวดเร็ว สำหรับรายงานการประชุมผู้ถือหุ้น บริษัทมีการบันทึกข้อมูลครบถ้วนเกี่ยวกับรายชื่อกรรมการที่เข้าร่วมประชุม คำชี้แจงที่เป็นสาระสำคัญ คำถาม-ตอบ หรือข้อคิดเห็นโดยสรุป มติที่ประชุม โดยแยกเป็นคะแนนที่เห็นด้วย ไม่เห็นด้วยหรืองดออกเสียง พร้อมทั้งเผยแพร่รายงานบนเว็บไซด์ของบริษัทภายใน 14 วันนับจากวันประชุมผู้ถือหุ้น โดยผู้ถือหุ้นไม่ต้องรอถึงการประชุมครั้งต่อไป
   อนึ่ง ในปี 2559 บริษัทยังมิได้เปิดโอกาสให้ผู้ถือหุ้นเสนอวาระการประชุม

การปฏิบัติต่อผู้ถือหุ้นอย่างเท่าเทียมกัน

บริษัทมีนโยบายที่จะปฏิบัติต่อผู้ถือหุ้นอย่างเท่าเทียมกัน ไม่ว่าจะเป็นผู้ถือหุ้นรายใหญ่ ผู้ถือหุ้นรายย่อย หรือนักลงทุนสถาบัน เพื่อให้เกิดความเท่าเทียมกันอย่างแท้จริง โดยบริษัทได้ปฏิบัติดังต่อไปนี้
   • ดำเนินการประชุมตามลำดับระเบียบวาระที่ได้แจ้งไว้ในหนังสือเชิญประชุม โดยไม่มีเปลี่ยนแปลงข้อมูลสำคัญ หรือเพิ่มวาระการประชุมในการประชุมอย่างกระทันหัน ทั้งนี้ เพื่อให้ผู้ถือหุ้นได้มีโอกาสศึกษาข้อมูลประกอบการพิจารณาระเบียบวาระต่าง ๆ
   • อำนวยความสะดวกแก่ผู้ถือหุ้นที่ไม่สามารถเข้าร่วมประชุมได้ด้วยตนเอง โดยให้ผู้ถือหุ้นสามารถมอบฉันทะให้บุคคลใดบุคคลหนึ่ง หรือกรรมการอิสระ หรือประธานเจ้าหน้าที่บริหารเข้าร่วมประชุมและลงมติแทนได้
   • จัดให้มีการบันทึกรายงานการประชุมอย่างถูกต้อง ครบถ้วน และเผยแพร่รายงานการประชุมให้ผู้ถือหุ้นทุกรายทราบผ่านทางเว็บไซด์ของบริษัท ภายใน 14 วันหลังจากการประชุมเสร็จสิ้น เพื่อให้ผู้ถือหุ้นที่ไม่ได้เข้าร่วมประชุม หรือผู้ที่สนใจข้อมูลของบริษัทสามารถรับทราบรายละเอียดการประชุมได้
   • บริษัทได้กำหนดมาตรการป้องกันการใช้ข้อมูลภายในเพื่อหาผลประโยชน์ของกรรมการ และผู้บริหาร โดยการแจ้งทุกท่านให้รับทราบบทบาทภาระหน้าที่ที่ต้องรายงานการถือหลักทรัพย์ของตน คู่สมรส และบุตรที่ยังไม่บรรลุนิติภาวะซึ่งถือหลักทรัพย์ของบริษัท และรับทราบการจัดทำรายงานการเปลี่ยนแปลงการถือหลักทรัพย์ทุกครั้งที่มีการซื้อ ขาย โอน หรือรับโอนหลักทรัพย์ต่อคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ ตามมาตรา 59 แห่งพระราชบัญญัติหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ พ.ศ. 2535 ภายใน 3 วันทำการหลังจากวันที่ซื้อ ขาย โอน หรือรับโอนหลักทรัพย์
   อนึ่ง ในปี 2559 บริษัทยังมิได้เปิดโอกาสให้ผู้ถือหุ้นส่วนน้อย มีส่วนร่วมในการสรรหาและเสนอแต่งตั้งกรรมการ

การทำรายการที่เกี่ยวโยงกัน

บริษัทให้ความสำคัญต่อการพิจารณารายการต่าง ๆ อย่างโปร่งใส และเป็นประโยชน์ต่อบริษัทเป็นสำคัญ ดังนั้น จึงให้ความสำคัญต่อการป้องกันรายการที่อาจเป็นความขัดแย้งทางผลประโยชน์ รายการที่เกี่ยวโยงกัน หรือรายการระหว่างกัน โดยได้มีการกำหนดนโยบายการทำรายการที่เกี่ยวโยงกันไว้อย่างชัดเจน (รายละเอียดสามารถดูได้จาก website ของบริษัท) โดยบริษัทได้มีการพิจารณาการทำรายการที่เกี่ยวโยงโดยใช้หลักเกณฑ์เดียวกับการทำรายการกับบุคคลภายนอก ผู้มีส่วนได้เสียหรือมีส่วนเกี่ยวโยงจะต้องชี้แจงข้อเท็จจริงให้ที่ประชุมทราบ และไม่มีส่วนพิจารณาอนุมัติในเรื่องดังกล่าว คณะกรรมการและฝ่ายจัดการใช้หลักเกณฑ์การพิจารณาความขัดแย้งของผลประโยชน์อย่างรอบคอบด้วยความซื่อสัตย์สุจริต และเพื่อผลประโยชน์ของบริษัทโดยรวมเป็นสำคัญ นอกจากนี้ บริษัทได้มีการนำรายการที่เกี่ยวโยงดังกล่าว ให้คณะกรรมการตรวจสอบพิจารณาให้ความเห็นถึงความสมเหตุสมผลของรายการ และบันทึกไว้ในหมายเหตุประกอบงบการเงิน และรายงานประจำปีด้วย ในปีที่ผ่านมา ไม่ปรากฏว่ามีผู้บริหารนำข้อมูลภายในไปใช้เพื่อประโยชน์ส่วนตน อีกทั้งกรรมการและผู้บริหารก็มีการรายงานการถือหลักทรัพย์ของตน ของคู่สมรส และบุตรที่ยังไม่บรรลุนิติภาวะตามระเบียบของตลาดหลักทรัพย์อย่างครบถ้วน

การคำนึงถึงบทบาทของผู้มีส่วนได้เสีย

บริษัทได้ตระหนักถึงแรงสนับสนุนจากผู้มีส่วนได้เสียต่าง ๆ ซึ่งจะสร้างความสามารถในการแข่งขันและสร้างกำไรให้บริษัท ดังนั้น บริษัทจึงให้ความสำคัญต่อสิทธิของผู้มีส่วนได้เสียทุกกลุ่ม ไม่ว่าจะเป็นผู้มีส่วนได้เสียภายใน ได้แก่ พนักงานและผู้บริหารของบริษัท หรือผู้มีส่วนได้เสียภายนอก ได้แก่ ลูกค้า คู่แข่ง เจ้าหนี้ และหน่วยงานอื่นๆ ที่เกี่ยวข้อง โดยมีการกำหนดนโยบายเกี่ยวกับผู้มีส่วนได้เสียทุกกลุ่ม ไว้ในจริยธรรมธุรกิจ และนโยบายการกำกับดูแลกิจการ (รายละเอียดสามารถดูได้จาก website ของบริษัท) โดยบริษัทมีการดูแลผู้มีส่วนได้เสียมาอย่างต่อเนื่องตามนโยบาย ดังนี้
   1) นโยบายด้านลูกค้า บริษัทมีความมุ่งมั่นในการให้บริการที่มีคุณภาพและเชื่อถือได้ โดยมุ่งมั่นที่ตอบสนองความต้องการของลูกค้า มีแผนงานอย่างต่อเนื่องในการปรับปรุงบริการของบริษัทให้สามารถบริการลูกค้าได้อย่างสะดวกรวดเร็ว เพื่อให้ลูกค้าได้รับบริการที่มีคุณภาพในราคาที่เป็นธรรม
   2) นโยบายด้านคู่ค้า บริษัทมีนโยบายให้ได้มาซึ่งสินค้า และบริการอย่างมีมาตรฐาน บริษัทจึงจัดให้มีกระบวนการจัดซื้อจัดจ้างที่เสมอภาค มีความเป็นธรรม และไม่เอารัดเอาเปรียบคู่ค้า และเป็นไปตามขั้นตอนด้วยความโปร่งใส
   3) นโยบายด้านเจ้าหนี้ บริษัทมีนโยบายปฏิบัติต่อเจ้าหนี้ทุกรายอย่างเป็นธรรม โดยคำนึงถึงผลประโยชน์สูงสุดของบริษัท และตั้งอยู่บนพื้นฐานของการได้รับผลตอบแทนที่เป็นธรรมทั้งสองฝ่าย การเจรจาแก้ปัญหาตั้งอยู่บนพื้นฐานของความสัมพันธ์ทางธุรกิจ
   4) นโยบายด้านคู่แข่งขัน บริษัทมีนโยบายที่จะปฏิบัติต่อคู่แข่งทางการค้าอย่างเป็นธรรม โดยไม่ละเมิดความลับหรือล่วงรู้ความลับทางการค้าของคู่แข่งขันด้วยวิธีฉ้อฉล และประพฤติปฏิบัติภายใต้กรอบกติกาของการแข่งขันที่ดี
   5) นโยบายด้านพนักงาน บริษัทตระหนักดีว่า พนักงานเป็นทรัพยากรหลักในการขับเคลื่อนธุรกิจ และเป็นปัจจัยแห่งความสำเร็จของการบรรลุเป้าหมายของบริษัท จึงได้กำหนดแนวนโยบายของบริษัทที่จะให้การปฏิบัติต่อพนักงานอย่างเป็นธรรมทั้งในด้านโอกาส ผลตอบแทน การแต่งตั้ง โยกย้าย ตลอดจนการพัฒนาศักยภาพของพนักงาน
   6) นโยบายด้านผู้ถือหุ้น บริษัทมีหน้าที่สร้างมูลค่าเพิ่มให้แก่ผู้ถือหุ้นในระยะยาว บริษัทจึงมีนโยบายการปฏิบัติหน้าที่ด้วยความซื่อสัตย์สุจริต ตลอดจนตัดสินใจดำเนินการใด ๆ ด้วยจิตใจอันบริสุทธิ์ ด้วยความระมัดระวัง รอบคอบ และเป็นธรรมต่อผู้ถือหุ้นทั้งรายใหญ่และรายย่อย เพื่อประโยชน์สูงสุดของผู้ถือหุ้นโดยรวม
   7) นโยบายด้านสังคมและสิ่งแวดล้อม บริษัทมีเจตนารมณ์ที่จะร่วมสร้างความเจริญของบริษัท ควบคู่ไปกับการช่วยพัฒนาสังคมและสิ่งแวดล้อมให้เติบโตได้อย่างยั่งยืน โดยการส่งเสริมให้พนักงานมีจิตสำนึกและมีความรับผิดชอบต่อสังคม และสิ่งแวดล้อม โดยการรณรงค์อนุรักษ์การใช้พลังงานและทรัพยากรอย่างมีประสิทธิภาพ

การเปิดเผยข้อมูลและความโปร่งใส

คณะกรรมการมีนโยบายให้บริษัทมีการดำเนินงานด้วยความโปร่งใสตรวจสอบได้ มีการเปิดเผยข้อมูลทางการเงินและข้อมูลที่มิใช่ข้อมูลทางการเงินอย่างเพียงพอแก่ผู้ที่เกี่ยวข้องทุกฝ่าย พร้อมทั้งดูแลให้มีการเปิดเผยข้อมูลที่ถูกต้อง ครบถ้วน ทันเวลา น่าเชื่อถือ และทั่วถึงโดยทุกฝ่ายสามารถเข้าถึงข้อมูลอย่างเท่าเทียมกัน เพื่อให้เป็นไปตามหลักการกำกับดูแลกิจการที่ดี
   ในการเปิดเผยข้อมูลสำคัญของบริษัท บริษัทจะจัดทำเป็นภาษาไทย และภาษาอังกฤษ เพื่อให้ผู้ลงทุนและผู้ที่เกี่ยวข้องได้ใช้ประกอบการตัดสินใจลงทุน
   คณะกรรมการมีนโยบายในเรื่องการรายงานการมีส่วนได้เสียของกรรมการและผู้บริหาร โดยกำหนดให้เปิดเผยรายละเอียดเกี่ยวกับรายการเกี่ยวโยง และรายงานการมีส่วนได้เสียของกรรมการและผู้บริหารเพื่อป้องกันความขัดแย้งทางผลประโยชน์ไว้อย่างชัดเจน โดยในการรายงานการมีส่วนได้เสียของกรรมการและผู้บริหาร กำหนดให้กรรมการและผู้บริหารมีหน้าที่จัดทำรายงานการมีส่วนได้เสียภายใน 15 วันหลังจากเข้าดำรงตำแหน่ง โดยให้เปิดเผยข้อมูลการดำรงตำแหน่งกรรมการหรือผู้บริหารในนิติบุคคลอื่น และข้อมูลการถือหุ้นในนิติบุคคลอื่น ทั้งของผู้รายงานและบุคคลที่เกี่ยวข้องกับผู้รายงาน เพื่อจัดส่งให้เลขานุการบริษัทเป็นผู้เก็บรักษา และส่งสำเนารายงานดังกล่าวให้ประธานกรรมการบริษัทและประธานกรรมการตรวจสอบทราบภายใน 7 วันทำการนับแต่วันที่บริษัทได้รับรายงาน
   ทั้งนี้ เพื่อให้คณะกรรมการมีข้อมูลในการพิจารณาอนุมัติการเข้าทำรายการต่าง ๆ ของบริษัทได้อย่างถูกต้อง โปร่งใส และเป็นไปตามกฎระเบียบที่เกี่ยวข้อง

ความรับผิดชอบของคณะกรรมการ

โครงสร้างของคณะกรรมการบริษัท ประกอบด้วยผู้ทรงคุณวุฒิจำนวน 9 คน ซึ่งมีความหลากหลายในด้านวัยวุฒิ ทักษะ ความรู้ มีวิสัยทัศน์และความเชี่ยวชาญที่เป็นประโยชน์ต่อบริษัท แบ่งออกเป็น กรรมการที่เป็นผู้บริหาร 3 คน และกรรมการที่เป็นอิสระ 6 คน โดยกรรมการอิสระคิดเป็น 2 ใน 3 ของกรรมการทั้งคณะ ประธานกรรมการบริษัทไม่เป็นบุคคลคนเดียวกับประธานเจ้าหน้าที่บริหาร เพื่อเป็นการแบ่งแยกหน้าที่ในการกำหนดนโยบายกำกับดูแลและการบริหารงานประจำ
   กรรมการแต่ละท่านสามารถปฏิบัติหน้าที่และใช้ดุลยพินิจอย่างเป็นอิสระในการพิจารณาตัดสินใจในเรื่องต่าง ๆ โดยสามารถตั้งคำถาม แสดงความคิดเห็น หรือคัดค้านในกรณีที่มีความเห็นขัดแย้งในเรื่องที่มีผลกระทบต่อผลประโยชน์ของผู้ถือหุ้นหรือผู้มีส่วนได้เสีย โดยไม่อยู่ภายใต้อิทธิพลของกลุ่มบุคคลใด
   สำหรับคุณสมบัติของ “กรรมการอิสระ” บริษัทมีการกำหนดตามเกณฑ์ของสำนักงาน กลต. และตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย
   คณะกรรมการไม่มีนโยบายจำกัดจำนวนบริษัทที่กรรมการแต่ละคนจะดำรงตำแหน่งกรรมการ เนื่องจากพิจารณาแล้วเห็นว่า กรรมการทุกท่านสามารถอุทิศเวลาในการเข้าประชุมได้อย่างสม่ำเสมอ อย่างไรก็ตาม ไม่มีกรรมการบริษัทท่านใดดำรงตำแหน่งกรรมการบริษัทจดทะเบียนเกิน 5 บริษัท และคณะกรรมการยังไม่มีนโยบายจำกัดจำนวนวาระการดำรงตำแหน่งของกรรมการ เนื่องจากการที่กรรมการมีความเข้าใจในธุรกิจของบริษัทเป็นอย่างดี จะทำให้สามารถให้คำแนะนำที่เป็นประโยชน์ต่อทั้งบริษัทและต่อผู้ถือหุ้นได้ดี
   นอกจากนี้ บริษัทยังให้ความสำคัญต่อบทบาทหน้าที่ของคณะกรรมการในเรื่องต่าง ๆ ดังต่อไปนี้
     (1) บริษัทมีการกำหนดเป็นนโยบายกำกับดูแลกิจการ นโยบายจริยธรรมธุรกิจ และจรรยาบรรณของกรรมการ ผู้บริหาร และพนักงาน เพื่อเป็นแนวทางให้กรรมการ ผู้บริหาร และพนักงานนำไปใช้เป็นแนวทางปฏิบัติงาน โดยมีการเผยแพร่ในเว็บไซด์ของบริษัท และส่งเสริมให้พนักงานปฏิบัติตามนโยบายดังกล่าวอย่างสม่ำเสมอ
     (2) บริษัทไม่มีประวัติการกระทำผิดกฎระเบียบของสำนักงาน กลต. / ตลาดหลักทรัพย์
     (3) คณะกรรมการบริษัทมีส่วนร่วมกับฝ่ายบริหารในการกำหนดวิสัยทัศน์ ภารกิจ กลยุทธ์ เป้าหมาย แผนธุรกิจ และงบประมาณของบริษัท โดยจัดให้มีการแสดงความคิดเห็นอย่างเป็นอิสระ
     (4) คณะกรรมการบริษัทจัดให้มีระบบควบคุมภายในที่มีกลไกตรวจสอบ และถ่วงดุลที่มีประสิทธิภาพเพียงพอในการปกป้องรักษาและดูแลทรัพย์สินของบริษัท มีหน่วยงานตรวจสอบภายในเพื่อทำหน้าที่ในบริษัท รายงานทั้งต่อคณะกรรมการตรวจสอบและประธานเจ้าหน้าที่บริหาร
     (5) แต่งตั้งให้มีเลขานุการบริษัท เพื่อทำหน้าที่รับผิดชอบเกี่ยวกับการประชุมคณะกรรมการบริษัทและประชุมผู้ถือหุ้น การจัดเตรียมระเบียบวาระการประชุม จัดทำหนังสือเชิญประชุมและรายงานการประชุม จัดทำเอกสารเกี่ยวกับการประชุม รวมทั้งจัดเก็บเอกสารที่สำคัญของกรรมการและผู้บริหาร เช่น ทะเบียนกรรมการ รายงานการมีส่วนได้เสีย พร้อมทั้งดูแลและให้คำแนะนำต่อคณะกรรมการบริษัทในเรื่องข้อบังคับต่าง ๆ เพื่อให้การปฏิบัติของคณะกรรมการเป็นไปตามกฎระเบียบ ข้อบังคับที่สำนักงาน กลต. ตลาดหลักทรัพย์ และกฎหมายที่เกี่ยวข้องได้กำหนดไว้
     (6) คณะกรรมการบริษัทได้มีการแต่งตั้งคณะกรรมการชุดย่อย เช่น คณะกรรมการบริหาร คณะกรรมการสรรหาและกำหนดค่าตอบแทน และคณะกรรมการตรวจสอบ โดยได้มีการกำหนดอำนาจหน้าที่ไว้อย่างชัดเจน
     (7) คณะกรรมการบริษัทมีการกำหนดการประชุมคณะกรรมการบริษัทเป็นประจำเดือนละ 1 ครั้งในสัปดาห์ที่สามของเดือน รวมทั้งมีการประชุมกรณีพิเศษตามความจำเป็น ในการประชุมแต่ละครั้งมีการกำหนดวาระการประชุมที่ชัดเจน ทั้งวาระเพื่อทราบ และเพื่อพิจารณา มีเอกสารประกอบการประชุมครบถ้วน เพียงพอ และจัดส่งให้คณะกรรมการล่วงหน้าไม่น้อยกว่า 5 วัน เพื่อให้คณะกรรมการได้มีเวลาศึกษาข้อมูลอย่างเพียงพอก่อนเข้าร่วมประชุม ในการประชุมกรรมการทุกท่านสามารถอภิปรายและแสดงความเห็นได้อย่างเปิดเผย โดยมีเลขานุการคณะกรรมการบริษัททำหน้าที่บันทึกการประชุมไว้เป็นลายลักษณ์อักษร และหลังจากที่ผ่านการรับรองจากที่ประชุม จะถูกจัดเก็บไว้ที่ตู้เอกสาร ฝ่ายสารสนเทศ สำนักงานใหญ่ โดยในปี 2559 บริษัทจัดให้มีการประชุมคณะกรรมการบริษัททั้งหมด 35 ครั้ง คณะกรรมการตรวจสอบ 4 ครั้ง คณะกรรมการบริหาร 1 ครั้ง และคณะกรรมการสรรหาและกำหนดค่าตอบแทน 1 ครั้ง
     (8) บริษัทได้สนับสนุนให้กรรมการและผู้บริหารระดับสูงได้เข้าร่วมสัมมนา ในหลักสูตรที่เป็นประโยชน์ต่อการปฏิบัติหน้าที่ พบปะแลกเปลี่ยนความเห็นกับคณะกรรมการบริษัท รวมทั้งส่งเสริมให้กรรมการเข้าอบรมหลักสูตรกรรมการของสถาบันกรรมการบริษัทไทย เพื่อนำความรู้และประสบการณ์มาพัฒนาองค์กรต่อไป
     (9) การสรรหากรรมการและผู้บริหาร : เพื่อให้สอดคล้องกับนโยบายการกำกับดูแลกิจการ คณะกรรมการบริษัทจึงได้กำหนดนโยบาย หลักเกณฑ์ วิธีการสรรหากรรมการและผู้บริหารระดับสูงของบริษัท โดยมอบหมายให้คณะกรรมการสรรหาและกำหนดค่าตอบแทน เป็นผู้สรรหาบุคคลที่มีความเหมาะสมเข้ารับการคัดเลือก โดยบุคคลที่เหมาะสมจะถูกคัดเลือกโดยคณะกรรมการสรรหาฯ ซึ่งจะเป็นผู้กำหนดหลักเกณฑ์และวิธีการในการสรรหาคัดเลือก ทั้งนี้ ขึ้นกับความเหมาะสมของสถานการณ์ของบริษัทในช่วงเวลานั้น

การควบคุมภายใน

ในการประชุมคณะกรรมการบริษัทครั้งที่ 5/2559 เมื่อวันที่ 6 มีนาคม 2560 โดยมีกรรมการตรวจสอบ/กรรมการอิสระทั้ง 3 ท่านเข้าร่วมประชุมอย่างครบถ้วน และได้แสดงความเห็นเกี่ยวกับความเพียงพอ และความเหมาะสมของระบบการควบคุมภายในโดยอ้างอิง “แบบประเมินความเพียงพอของระบบการควบคุมภายใน” ของสำนักงานคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ บริษัทให้ความสำคัญต่อการควบคุมภายในอย่างต่อเนื่อง เพราะกระบวนการควบคุมภายในที่ดีจะส่งผลให้บริษัทฯ สามารถดำเนินธุรกิจได้อย่างมีประสิทธิภาพ และบรรลุเป้าหมาย รวมถึงช่วยป้องกันความเสียหายที่อาจจะเกิดขึ้นจากการปฏิบัติงาน และการแสวงหาประโยชน์โดยมิชอบของผู้บริหาร และพนักงาน นอกจากการให้ความสำคัญระบบการควบคุมภายในให้มีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น เพื่อให้มั่นใจว่า บริษัทฯ จะบรรลุวัตถุประสงค์ที่กำหนดไว้ภายใต้การกำกับดูแล และการควบคุมภายในที่มีประสิทธิภาพ โดยยึดหลักการควบคุมภายในตามแนวคิดของCOSO (The Committee of Sponsoring Organizations of the Treadway Commission) ซึ่งประกอบด้วย 5 องค์ประกอบหลักได้แก่
   1. การควบคุมภายในองค์กร (control environment)
   บริษัทฯ จัดให้มีการกำหนดโครงสร้างองค์กร และอำนาจหน้าที่ของผู้ปฏิบัติงาน ผู้บริหาร พร้อมนโยบาย ระเบียบวิธีปฏิบัติ และคู่มือการปฏิบัติงานพร้อมบทลงโทษ ไว้เป็นลายลักษณ์อักษรชัดเจน มีการแบ่งแยกหน้าที่ผู้ปฏิบัติงาน ผู้อนุมัติ ผู้ติดตามควบคุม และผู้ประเมินผลออกจากกัน เพื่อป้องกันความขัดแย้งทางผลประโยชน์ และเป็นการถ่วงดุลอำนาจซึ่งกันและกัน รวมถึงการแต่งตั้งคณะกรรมการตรวจสอบ เพื่อพิจารณาความเพียงพอของระบบการควบคุมภายใน และจัดตั้งคณะกรรมการชุดย่อยต่างๆ เพื่อพิจารณา และตัดสินใจในเรื่องต่างๆ ของบริษัทฯได้อย่างมีประสิทธิภาพ พร้อมทั้งมีการจัดทำแบบประเมินตนเองด้านจริยธรรมจรรยาบรรณที่ดี เพื่อเป็นการกระตุ้นการรับรู้ และปลูกจิตสำนึกที่ดีของพนักงานทุกปี ในด้านการดูแลบุคลากร มีการกำหนดค่าตอบแทน และสวัสดิการสำหรับบุคลากรขององค์กรอย่างเหมาะสม เพื่อให้สามารถจูงใจ และรักษาบุคลากรที่มีคุณภาพไว้กับบริษัทฯ
   2. การประเมินความเสี่ยง (risk assessment)
   บริษัทฯ มีการประเมินอย่างสม่ำเสมอเกี่ยวกับปัจจัยเสี่ยงในการประกอบธุรกิจของบริษัท และการเปลี่ยนแปลงปัจจัยภายนอกองค์กรที่มีผลกระทบต่อการดำเนินธุรกิจของบริษัทอย่างมีนัยสำคัญ รวมทั้งมีการติดตามผล มีข้อเสนอแนะมาตรการในการลดความเสี่ยงมาปรับให้เข้ากับธุรกิจของบริษัทฯ และมีการพัฒนาอย่างต่อเนื่อง
   3. การควบคุมการปฏิบัติงาน (control activities)
   บริษัทฯ ได้กำหนดนโยบาย และกระบวนการปฏิบัติงานที่ชัดเจน กระบวนการดูแล และการใช้ทรัพย์สินของบริษัทฯ ให้เกิดประโยชน์สูงสุด และเป็นไปตามนโยบายของบริษัทฯ รวมถึงการแบ่งแยกหน้าที่ การสอบทานการทำงาน เพื่อเป็นการตรวจสอบซึ่งกันและกันอันเป็นการป้องกันการทุจริต และพนักงานต้องไม่ละเลยหรือเพิกเฉย เมื่อพบเห็นหรือทราบว่า มีการปฏิบัติงานหรือการกระทำที่เข้าข่ายเป็นการกระทำทุจริตคอร์รัปชั่นที่เกี่ยวข้องกับบริษัทฯ ต้องแจ้งผ่านช่องทางที่บริษัทฯ กำหนด
   4. ระบบสารสนเทศ และการสื่อสารข้อมูล (information and communication)
   บริษัทฯ ส่งเสริมให้มีการพัฒนาระบบนี้อย่างต่อเนื่อง เพื่อให้ข้อมูลต่างๆ มีความถูกต้อง และเป็นปัจจุบัน รวมทั้งมีความปลอดภัยของข้อมูล ตั้งแต่การรวบรวมข้อมูล ประมวลผลข้อมูล จัดเก็บ และติดตามผลข้อมูล เพื่อรองรับการขยายตัวทางธุรกิจอย่างเหมาะสม และมีการนำเสนอข้อมูลสารสนเทศที่จำเป็นสำหรับการปฏิบัติหน้าที่ของคณะกรรมการ ใช้ประกอบการตัดสินใจอย่างเพียงพอ รวมถึงจัดให้มีช่องทางการสื่อสารให้บุคคลต่างๆ ทั้งภายในบริษัทฯ และหน่วยงานภายนอกสามารถแจ้งข้อมูลที่เป็นประโยชน์หรือที่เกี่ยวกับการฉ้อฉลหรือการทุจริต การคอร์รัปชั่นผ่านช่องทางที่บริษัทฯ กำหนดได้
   5. ระบบการติดตาม (monitoring activities)
    บริษัทฯ จัดให้มีกระบวนการติดตามผลการดำเนินงาน และรายงานผลการดำเนินงานเปรียบเทียบรายได้ของแต่ละประเภทธุรกิจต่อคณะกรรมการบริษัทเป็นประจำทุกเดือนอย่างเป็นระบบ หน่วยงานตรวจสอบซึ่งขึ้นตรงต่อคณะกรรมการตรวจสอบมีหน้าที่ตรวจสอบ และสอบทานงาน และกระบวนการต่างๆ เพื่อประเมินผลประสิทธิภาพ และประสิทธิผลของระบบการควบคุมภายใน และระบบการบริหารความเสี่ยงของบริษัทฯ รายงานข้อบกพร่อง พร้อมความคืบหน้าในการแก้ไขของแต่ละประเภทธุรกิจ และฝ่ายงานต่างๆ ต่อคณะกรรมการตรวจสอบเป็นประจำทุกไตรมาส เพื่อให้มั่นใจว่า การดำเนินงานของบริษัทฯ มีระบบการควบคุมภายในที่เพียงพอ เหมาะสม และมีประสิทธิภาพ ควบคู่กับการบริหารความเสี่ยง ให้อยู่ในระบบที่บริษัทฯ ยอมรับได้ และการกำกับดูแลกิจการที่ดีของบริษัทฯ เพื่อให้บรรลุผลตามนโยบายของบริษัท บริษัทจัดให้มีการตรวจสอบการปฏิบัติตามระบบการควบคุมภายในอย่างสม่ำเสมอ โดยผู้รับผิดชอบในฝ่ายงานที่รับผิดชอบ และมีหน่วยงานตรวจสอบภายในทำการตรวจสอบการปฏิบัติและรายงานผลอย่างเป็นอิสระต่อคณะกรรมการตรวจสอบฯ โดยในปี 2559 คณะกรรมการตรวจสอบฯมีการประชุมรวม 4 ครั้ง คณะกรรมการบริษัทพิจารณาแล้วเห็นว่า บริษัทฯมีระบบการควบคุมภายในอย่างเพียงพอและเหมาะสม คณะกรรมการบริษัทพอใจระบบการควบคุมภายในที่มีอยู่ โดยผลจากการตรวจสอบเท่าที่ปรากฏจากหลักฐานเอกสารที่ตรวจสอบได้ ไม่ปรากฏว่ามีการปฏิบัติที่ผิดกฎหมายหรือผิดข้อบังคับแต่อย่างใด การปฏิบัติที่ผิดพลาดที่ไม่ใช่สาระสำคัญ หน่วยงานตรวจสอบภายในได้แจ้งให้ฝ่ายจัดการและหน่วยงานที่เกี่ยวข้องทราบและดำเนินการแก้ไขแล้ว

คณะกรรมการ

Wait...

การเปิดเผยข้อมูลการกำกับดูแลกิจการ

รายงานจากประธานกรรมการบริษัท

ท่านผู้ถือหุ้นทุกท่าน
     ปีนี้ถือเป็นปีพิเศษของยิ่งของสยามเจเนอรัลแฟคตอริ่ง (SGF) โดยบริษัทได้มีพัฒนาการในเชิงบวกหลายอย่าง
   บริษัทได้ยื่นขอพ้นเหตุเพิกถอน เพื่อเข้ามาซื้อขายในตลาด MAI วันที่ 1 ก.พ. ที่ผ่านมา หลังจากหยุดซื้อขายไปในปี 2550 โดยมีคุณสมบัติครบถ้วนตามเกณฑ์ที่ตลาดหลักทรัพย์กำหนดไว้ อาทิเช่น มีส่วนของผู้ถือหุ้นและกำไรจากการดำเนินงานตามเกณฑ์ มีฐานะการเงินและผลการดำเนินงานมั่นคงตามสภาพธุรกิจ มีคุณสมบัติครบถ้วนตาม หลักเกณฑ์การดำรงสถานะเป็นบริษัทจดทะเบียน ฯลฯ ถือเป็นบริษัทแรกในกลุ่มห้ามซื้อขายที่กลับเข้ามาในตลาดหลักทรัพย์ได้สำเร็จในรอบหลายปี ซึ่งคณะกรรมการเชื่อว่าจะเป็นก้าวสำคัญที่ยังประโยชน์หลายอย่างให้กับบริษัท ทั้งเรื่องความเชื่อมั่นเชื่อถือจากคู่ค้าและสาธารณชน เสริมสร้างศักยภาพในการระดมทุนในตลาดทุนและตลาดตราสารหนี้ และที่สำคัญคือเพิ่มสภาพคล่องให้กับผู้ถือหุ้นของบริษัท คณะกรรมการขอใช้โอกาสนี้ ขอบคุณ ผู้บริหาร พนักงาน และ ผู้ที่เกี่ยวข้องทุกท่าน ที่ได้ผลักดันและปรับปรุงบริษัทจนกลับเข้าตลาดหลักทรัพย์ได้สำเร็จ
   ในส่วนของผลประกอบการ บริษัทมีพอร์ตลูกหนี้รวม 886.64 ล้านบาท ณ สิ้นปี 2559 (สัดส่วนเป็นลูกหนี้เงินให้กู้ยืมซึ่งมีหลักประกันเกินมูลหนี้ไปมาก 838.47 ล้านบาท หรือ 94.57% และ ลูกหนี้แฟคตอริ่งและสินเชื่อส่วนบุคคลอีก 48.17 ล้านบาท หรือ 5.43%) เติบโตจาก 522.44 ล้านบาท ณ สิ้นปี 2558 หรือคิดเป็นการเติบโตของลูกหนี้ 69.71% บริษัทมีรายได้ 115.08 ล้านในปี 2559 เติบโตจาก 60.16 ล้านในปี 2558 หรือคิดเป็นการเติบโต 91.28% ในขณะที่บริษัทมีกำไรสุทธิเท่ากับ 105.62 ล้านบาท เติบโตจาก 17.42 ล้านในปี 2558 หรือคิดเป็นการเติบโต 506.31% โดยหากไม่นับรายการ ภาษีเงินได้รอการตัดบัญชี 46.86 ล้านบาท กำไรสุทธิจะเท่ากับ 58.76 ล้านบาท หรือคิดเป็นการเติบโต 237.27% โดยหนี้สูญและหนี้สงสัยจะสูญ ลดลงจาก 833,374 บาท เหลือเพียง 44,654 บาท จะเห็นได้ว่าผลประกอบการทั้งด้านการเติบโตของลูกหนี้ คุณภาพสินทรัพย์ รายได้และกำไรมีพัฒนาการที่ดี
   พัฒนาการสำคัญอีกอย่างคือเมื่อวันที่ 5 ตุลาคม 2559 บริษัทชนะคดีในชั้นศาลฎีกา ให้ได้รับชำระเงินต้นจากลูกหนี้ (จำเลย 6) จำนวน 200,635,606.15 บาท พร้อมดอกเบี้ยร้อยละ 7.50 ต่อปีของเงินต้นจำนวน 195,340,494.40 บาทนับถัดจากวันฟ้อง (ฟ้องวันที่ 4 เมษายน 2546) เป็นต้นไปจนว่าจะชำระหนี้ครบถ้วน โดยให้ลูกค้าและผู้ค้ำประกัน (จำเลยที่ 1 ถึง 5) ร่วมกันรับผิดกับลูกหนี้ ชำระเงินต้นจำนวน 135,320,406.77 บาท พร้อมดอกเบี้ย อัตราร้อยละ 10.5 ต่อปีของเงินต้นดังกล่าว และเบี้ยปรับในอัตราร้อยละ 0.50 ต่อปี ตั้งแต่วันที่ 5 มิถุนายน 2547 จนถึงวันที่บริษัทได้รับชำระหนี้ครบถ้วน ทั้งหนี้บริษัทมีสิทธิดำเนินการบังคับคดีกับทั้งลูกหนี้และลูกค้าตามกระบวนการทางกฎหมาย อย่างไรก็ตาม หากบริษัทได้รับชำระหนี้จากลูกหนี้ (จำเลขที่ 6) ครบถ้วนแล้ว บริษัทก็จะไม่สามารถเรียกชำระหนี้จากลูกค้าและผู้คำประกัน (จำเลยที่ 1 ถึง 5) ได้อีก เนื่องจากเป็นมูลหนี้เดียวกัน โดยลูกหนี้มีหลักประกันวางที่ชั้นศาล บริษัทอยู่ระหว่างกระบวนการบังคับคดี เพื่อรับรู้รายได้และพร้อมที่จะนำทุนจากการชนะคดีไปขยายธุรกิจต่างๆต่อไป
   ในปีนี้บริษัทมีนโยบายมุ่งเน้นไปยังธุรกิจสินเชื่อรายย่อย อันประกอบไปด้วย ธุรกิจสินเชื่อเช่าซื้อรถมอเตอร์ไซค์ใหม่และเก่า ธุรกิจสินเชื่อทะเบียนรถจักรยานยนต์และทะเบียนรถยนต์ ธุรกิจสินเชื่อจำนองและขายฝากบ้านและที่ดินรายย่อย โดยได้มีบุคคลากรผู้มีประสบการณ์ในธุรกิจหลายท่านเข้ามาร่วมผลักดันธุรกิจ บริษัทมีนโยบายในการเติบโตทั้งจากการขยายสาขาเอง และ ควบรวมสินเชื่อรายย่อยท้องถิ่นที่มีคุณภาพ เพื่อเสริมธุรกิจให้เติบโตอย่างแข็งแรงยั่งยืน
   ปัญหาหนี้นอกระบบเป็นปัญหาสังคมที่กระจายไปทั่วประเทศไทย ปัจจุบันรัฐบาลได้พยายามดำเนินการแก้ไข ไม่ว่าจะเป็นการเพิ่มโทษอาญา หรือการทำโครงการ Nano Finance และ Pico Finance เพื่อดึงหนี้นอกระบบกลับเข้ามาในระบบ จากหลายบทวิจัยหนี้นอกระบบปัจจุบันมีปริมาณยอดหนี้หลายล้านล้านบาท โดยเชื่อว่าเป็นภาระหนักของกว่า 8 ล้านครัวเรือนไทย มีการเก็บดอกเบี้ยด้วยอัตราสูงผิดปกติ (อาจสูงถึงร้อยละ 12-20 ต่อเดือน) ไม่เป็นธรรม กับลูกหนี้ ส่งผลให้ปัญหาความยากจนมีแต่จะเพิ่มพูนขึ้น ลูกหนี้ไม่สามารถหลุดพ้นจากความยากจน ธุรกิจสินเชื่อรายย่อย โดยเฉพาะธุรกิจสินเชื่อทะเบียนรถจักรยานยนต์และทะเบียนรถยนต์ ธุรกิจสินเชื่อจำนองและขายฝากบ้านและที่ดินรายย่อย ที่มีดอกเบี้ยต่ำกว่ามากจึงถือเป็นธุรกิจที่เข้ามาช่วยแบ่งเบาภาระของประชาชน นอกจากการทำธุรกิจเพื่อผลกำไรแล้ว SGF ถือว่าการขยายธุรกิจของเรายังเป็นการสนับสนุนให้เศรษฐกิจของประเทศขับเคลื่อน สนับสนุนนโยบายรัฐบาลแก้ไขปัญหาความยากจน และ การพัฒนาคุณภาพชีวิตให้กับคนไทยในอีกทางหนึ่ง
   สุดท้ายนี้ เพื่อสะท้อนโครงสร้างธุรกิจที่ไม่ได้เน้นสินเชื่อแฟคตอริ่งเป็นหลัก ทางคณะกรรมการบริษัทได้มีมติให้นำเสนอเพื่อขออนุมัติผู้ถือหุ้นในการประชุมใหญ่ผู้ถือหุ้นประจำปี 2560 ณ วันที่ 28 เมษายน 2560 นี้ เป็น เปลี่ยนชื่อบริษัทจากบริษัท สยามเจเนอรัลแฟคตอริ่ง จำกัด (มหาชน) เป็นบริษัท เอสจีเอฟ แคปปิตอล จำกัด (มหาชน) คณะกรรมการมุ่งหวังว่าในปีนี้จะเป็นปีแห่งการเปลี่ยนแปลง เป็นจุดหมายที่ยั่งยืนในธุรกิจของเรา
   นายวิจิตร สุพินิจ
   ประธานกรรมการบริษัท
   นายวิวัฒน์ วิฑูรย์เธียร
   ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร

รายงานคณะกรรมการตรวจสอบ

คณะกรรมการตรวจสอบ บริษัท สยามเจเนอรัลแฟคตอริ่ง จำกัด (มหาชน) ประกอบด้วยกรรมการอิสระที่ไม่มีส่วนร่วมในการบริหารงานในบริษัท ทุกท่านมีคุณสมบัติครบถ้วนและเป็นไปตามข้อกำหนดของตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย และสำนักงานคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ โดยมีจำนวน 3 ท่าน
   ในปี 2556 คณะกรรมการตรวจสอบ ได้มีการประชุมร่วมกับฝ่ายบริหาร ฝ่ายบัญชีและการเงิน ผู้ตรวจสอบภายใน และผู้สอบบัญชี ตามวาระที่เกี่ยวข้อง รวม 4 ครั้ง เพื่อรับทราบผลการตรวจสอบภายใน การกำกับดูแลกิจการที่ดี และรายงานผลการปฏิบัติหน้าที่ พร้อมข้อเสนอแนะต่างๆ ต่อคณะกรรมการบริษัท เพื่อให้มีการดำเนินการในเรื่องที่เห็นสมควรเป็นประจำทุกไตรมาส กรรมการตรวจสอบทุกท่านได้อุทิศเวลาเพื่อเข้าร่วมประชุมทุกครั้ง โดยมีรายนามคณะกรรมการตรวจสอบเข้าร่วมประชุมดังนี้
   รายชื่อ ตำแหน่ง จำนวนการเข้าร่วมประชุม/ การประชุมทั้งหมด(ครั้ง)
   1. นายพินิจ วุฒิพันธุ์ ประธานกรรมการตรวจสอบ 4/4
   2. นางศุภณัฐ พงษ์เสริม กรรมการตรวจสอบ 4/4
   3. นายพิพัฒน์ อินทร์พงษ์พันธุ์ กรรมการตรวจสอบ 4/4
   นางสุกัญญา จันทร์เทพ ผู้ช่วยผู้จัดการหน่วยงานตรวจสอบภายใน ทำหน้าที่เป็นเลขานุการคณะกรรมการตรวจสอบ และเป็นผู้จดบันทึกรายงานการประชุม
   คณะกรรมการตรวจสอบได้ปฏิบัติหน้าที่ตามที่ได้รับมอบหมายจากคณะกรรมการบริษัทและกฎบัตรคณะกรรมการตรวจสอบที่กำหนดไว้ ซึ่งเป็นไปตามข้อกำหนดและแนวทางการปฏิบัติที่ดีสำหรับคณะกรรมการตรวจสอบของตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย สำหรับการปฏิบัติหน้าที่ของคณะกรรมการตรวจสอบในประเด็นสำคัญๆ สรุปได้ดังต่อไปนี้
   1. รายงานทางการเงิน สอบทานการจัดทำงบการเงินรายไตรมาส และประจำปี 2556 ร่วมกับผู้สอบบัญชี และฝ่ายบริหาร เพื่อให้มั่นใจในความถูกต้องครบถ้วน เชื่อถือได้ มีการเปิดเผยข้อมูลอย่างเพียงพอและเหมาะสม และจัดทำขึ้นตามหลักการบัญชีที่รับรองโดยทั่วไป ตามที่ผู้สอบบัญชีได้แสดงความเห็นไว้ในรายงานของผู้สอบบัญชีแบบไม่มีเงื่อนไข โดยได้มีการเสนอต่อคณะกรรมการบริษัท ผู้ถือหุ้น และผู้ที่มีส่วนเกี่ยวข้องตามหลักเกณฑ์ที่กำหนด
   2. ระบบการควบคุมภายใน สอบทานระบบการควบคุมภายใน ร่วมกับผู้ตรวจสอบภายใน และผู้สอบบัญชี ตลอดจนพิจารณาการประเมินระบบการควบคุมภายในประจำปี 2556 ของบริษัท โดยทบทวนจากแบบประเมินความเพียงพอของระบบการควบคุมภายใน ตามแนวทางที่สำนักงานคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์กำหนด เพื่อประเมินประสิทธิผล และความเพียงพอของระบบควบคุมภายในของบริษัท เพื่อป้องกัน หรือลดความเสี่ยงที่อาจเกิดขึ้น
   3. การปฏิบัติตามกฎหมาย สอบทานการปฏิบัติงานของบริษัท เพื่อให้เป็นไปตามกฎหมายว่า ด้วยหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ ข้อกำหนดของตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย และกฎหมาย หรือข้อกำหนดที่เกี่ยวข้องกับธุรกิจของบริษัท
   4. การพิจารณาคัดเลือกผู้สอบบัญชี พิจารณาคัดเลือก เสนอแต่งตั้ง รวมถึงพิจารณาเสนอค่าตอบแทนของผู้สอบบัญชีต่อคณะกรรมการบริษัท เพื่อเสนอต่อที่ประชุมผู้ถือหุ้น ทั้งนี้ คณะกรรมการตรวจสอบได้พิจารณาคัดเลือกผู้สอบบัญชีจากบริษัท กรินทร์ ออดิท จำกัด เป็นผู้สอบบัญชีของบริษัทสำหรับปี 2556 อีกวาระหนึ่ง โดยพิจารณาผลการปฏิบัติงานและความเป็นอิสระในการทำหน้าที่ในปีที่ผ่านมา รวมถึงความเหมาะสมของค่าตอบแทน นอกจากนี้ผู้สอบบัญชียังไม่มีความสัมพันธ์หรือส่วนได้เสียใดๆ กับบริษัท โดยมีรายชื่อผู้สอบบัญชีดังนี้
    1. นางสาววิมลศรี จงอุดมสมบัติ ผู้สอบบัญชีรับอนุญาตทะเบียนเลขที่ 3899
    2. นางสาวกรรณิการ์ วิภาณุรัตน์ ผู้สอบบัญชีรับอนุญาตทะเบียนเลขที่ 7305
    3. นายจิโรจ ศิริโรโรจน์ ผู้สอบบัญชีรับอนุญาตทะเบียนเลขที่ 5113
    4. นางสาวนงลักษณ์ พัฒนบัณฑิต ผู้สอบบัญชีรับอนุญาตทะเบียนเลขที่ 4713
   สำหรับรอบระยะเวลาบัญชีสิ้นสุดวันที่ 31 ธันวาคม 2556 ผู้สอบบัญชีที่ทำหน้าที่รับรองงบการเงินของบริษัทฯ ได้แก่ นางสาวกรรณิการ์ วิภาณุรัตน์ จากบริษัท กรินทร์ ออดิท จำกัด
   5. รายการที่เกี่ยวโยงกัน พิจารณารายการที่เกี่ยวโยงกัน หรือรายการที่อาจมีความขัดแย้งทางผลประโยชน์ โดยถือหลักความถูกต้อง สมเหตุสมผล และเป็นประโยชน์สูงสุดต่อบริษัท รวมทั้งการเปิดเผยข้อมูลอย่างเพียงพอ ให้เป็นไปตามข้อกำหนดของตลาดหลักทรัพย์ฯ และสำนักงานคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์
   6. การตรวจสอบภายใน พิจารณาอนุมัติแผนงานตรวจสอบภายในประจำปี 2556 ของหน่วยงานตรวจสอบภายใน ซึ่งพิจารณาถึงหลักการตรวจสอบโดยเน้นความเสี่ยง และสอบทานการปฏิบัติงานตรวจสอบภายใน โดยรับทราบรายงานผลการตรวจสอบภายใน ให้ข้อเสนอแนะเพื่อปรับปรุงการปฏิบัติงาน และติดตามการดำเนินการแก้ไขตามรายงานผลการตรวจสอบในประเด็นที่มีนัยสำคัญ รวมทั้งเชิญฝ่ายบริหารที่เกี่ยวข้องเข้าชี้แจงเกี่ยวกับการดำเนินการและผลการแก้ไขในประเด็นดังกล่าว
   7. การบริหารความเสี่ยง สอบทานการบริหารความเสี่ยง รวมถึงมาตรการต่างๆ ในการจัดการกับความเสี่ยงที่สำคัญให้อยู่ในระดับที่ยอมรับได้ เพื่อให้บริษัทสามารถบรรลุวัตถุประสงค์ตามเป้าหมายที่กำหนด ทั้งนี้บริษัทได้เปิดเผยความเสี่ยงสำคัญต่างๆ ไว้ภายใต้หัวข้อปัจจัยความเสี่ยงในรายงานประจำปี 2556
   8. การกำกับดูแลกิจการ สอบทานให้บริษัทฯ มีการบริหารงานตามหลักการของการกำกับดูแลกิจการที่ดี เพื่อให้การปฏิบัติงานมีความโปร่งใสสร้างความเชื่อมั่นให้แก่ผู้มีส่วนได้เสียทุกฝ่าย
   9. การประเมินตนเอง การประเมินตนเองของคณะกรรมการตรวจสอบ ตามแนวทางของตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย ซึ่งผลของการประเมินดังกล่าว การปฏิบัติหน้าที่ของคณะกรรมการตรวจสอบมีความเหมาะสมสอดคล้องตามแนวทางที่กำหนดอันจะช่วยส่งเสริมสนับสนุนการกำกับดูแลกิจการที่ดีของบริษัทอย่างมีประสิทธิผล
   กล่าวโดยสรุป คณะกรรมการตรวจสอบได้ปฏิบัติหน้าที่ด้วยความรอบคอบอย่างเป็นอิสระ แสดงความเห็นอย่างตรงไปตรงมา มีความโปร่งใส ตามหลักการกำกับดูแลกิจการที่ดี และมีความเห็นว่า บริษัทได้จัดทำงบการเงินอย่างถูกต้องตามมาตรฐานการบัญชีที่รับรองโดยทั่วไป มีการเปิดเผยข้อมูลรายการที่เกี่ยวโยงกัน หรือรายการที่อาจมีความขัดแย้งทางผลประโยชน์อย่างถูกต้อง สมเหตุสมผล มีระบบการควบคุมภายใน การตรวจสอบภายใน และการบริหารความเสี่ยงอย่างเหมาะสมเพียงพอ และมีประสิทธิผล รวมทั้งมีการปฏิบัติตามกฎหมาย และข้อกำหนดที่เกี่ยวข้องกับการดำเนินธุรกิจของบริษัทอย่างถูกต้องเหมาะสม มีความโปร่งใส มีจริยธรรมในการปฏิบัติงานสอดคล้องตามหลักการกำกับดูแลกิจการที่ดี เพื่อสร้างความเชื่อมั่นให้แก่ผู้ถือหุ้น ผู้ลงทุน และผู้ที่เกี่ยวข้องทุกฝ่าย
   (นายพินิจ วุฒิพันธุ์)
   ประธานกรรมการตรวจสอบ

กฎบัตรคณะกรรมการตรวจสอบ

จริยธรรมทางธุรกิจ

จริยธรรมทางธุรกิจ